"Hello everyone! Welcome to Training-teach.blogspot.com Visiting and comment at every time ....... ^^"

3.08.2555

Proverbs » As you sow, so shall you reap

As you sow, so shall you reap
หว่านพืชเช่นไร ย่อมได้ผลอย่างนั้น
Definition:

From the Bible: "Be not deceived; God is not mocked: for whatsoever a man soweth, that shall he also reap."
—Galatians 6:7

UrbanDictionary.com gives the following definitions for "You Reap What You Sow":

1. Everything that you do has repercussions. It comes back to you one way or another.
1. ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณทำจะส่งผลแน่นอน มันจะส่งผลย้อนกลับมาหาคุณไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

2. You cannot escape the consequences of your actions. What you do comes back to you.

2. คุณไม่สามารถหนีจากผลของการกระทำของคุณไปได้ สิ่งที่คุณทำจะย้อนกลับมาหาคุณอย่างแน่นอน

3. You will see the long-term effects of your actions.
4. คุณจะเห็นผลระยะยาวที่ตามมาจากการกระทำของคุณอย่าง
แน่นอน

4. KARMA - The total effect of a person's actions and conduct during the successive phases of the person's existence, regarded as determining the person's destiny, especially, in his next incarnation.

4.ผลจากการกระทำทั้งหมดจากการกระทำของบุคคลที่ได้ทำไว้ในช่วงที่ยังมีชีวิต อยู่ ถือว่าเป็นตัวตัดสินชะตากรรมของบุคคลนั้นๆในชาตินี้หรือในภพชาติต่อๆไป

5. What goes around comes around.
5. สิ่งที่คุณได้ทำลงไปแล้วคุณไม่สามารถหนีไปจากผลของมันได้ เพราะถึงแม้ว่าคุณจะหนีไปไกลสักแค่ไหน มันก็ยังจะวนเวียนอยู่รอบๆตัวคุณรอเวลาส่งผลแน่นอน

6. Your actions all have consequences. Don't ever be fooled into thinking that your actions don't have consequences. Don't think you can get away with bad choices even if you don't seem to get caught. Remember verse seven tells us that God cannot be mocked. He sees it all. You reap what you sow.

6. การกระทำของคุณส่งผลแน่นอน อย่าไปคิดว่าสิ่งที่ทำไปแล้วจะไม่ส่งผลและอย่าไปคิดว่าคุณจะหนีผลจากการกระทำของคุณได้ 

As you sow, so shall you reap เป็นสุภาษิตที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำ [เหตุ] และผลของการกระทำ[ผล] หรือกฎของเหตุและผล [cause-and-effect rule] ให้ความหมายตรงตัวก็คือ ‘หว่านพืช เช่นไรก็ย่อมได้ผลเช่นนั้น’ หรือ ‘ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว’ กล่าวคือ คนเราทำอะไรลงไปก็มักจะได้รับผลเช่นนั้น การทำความดีความชั่วปราชญ์หลายท่านนั้นได้เปรียบกับการหว่านพืช คือถ้าเราหว่านมะละกอ ปลูกมะละกอเราก็จะได้มะละกอ เราปลูกฝรั่งเราก็จะได้แต่ฝรั่ง ปลูกหรือหว่านอะไรก็มักจะได้ผลเช่นนั้นAs you sow, so shall you reap นั้นตรงกับคำกล่าวที่ว่า ‘Good deeds beget good results, while bad deeds beget bad results’ ให้ความหมายเหมือนกันคือ ‘การทำความดี ย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว
ที่มาจาก : Written & illustrated by Big John
Published on 27 February, 2012
Reference:
http://www.kevinwilliampang.com
http://www.engtest.net/?status=detail&&type=03-16&&topic_id=2770

8 มีนาคม วันสตรีสากล 2012

8 มีนาคม วันสตรีสากล 2012

ประวัติความเป็นมา ของ วันสตรีสากล เกิดขึ้นจากกรรมกรหญิงในโรงงานทอผ้า รัฐนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกาได้พากันลุกฮือประท้วงให้นายจ้างเพิ่มค่าจ้าง และเรียกร้องสิทธิของพวกเธอ แต่สุดท้ายกลับมีผู้หญิงถึง 119 คนต้องเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ ด้วยการที่มีคนลอบวางเพลิงเผาโรงงานที่พวกเธอนั่งชุมนุมกันอยู่ โดยเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1857 (พ.ศ.2400)



          จากนั้นในปี ค.ศ.1907 (พ.ศ.2450) กรรมกรหญิงในโรงงานทอผ้าที่เมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกาทนไม่ไหวต่อการเอารัด เอาเปรียบ กดขี่ ทารุณ ของนายจ้างที่ใช้งานพวกเธอเยี่ยงทาส เนื่องจากกรรมกรหญิงเหล่านี้ต้องทำงานหนักถึงวันละ 16-17 ชั่วโมง โดยไม่มีวันหยุด ไม่มีประกันการใช้แรงงานใดๆ เป็นผลให้เกิดความเจ็บป่วยล้มตายตามมาในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่กลับได้รับค่าแรงเพียงน้อยนิด และหากตั้งครรภ์ก็ถูกไล่ออก

          ความอัดอั้นตันใจจึงทำให้ "คลาร่า เซทคิน"นักการเมืองสตรีสายแนวคิดสังคมนิยม ชาวเยอรมันตัดสินใจปลุกระดมเหล่ากรรมกรสตรีด้วยการนัดหยุดงานในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1907 พร้อมกับเรียกร้องให้นายจ้างลดเวลาการทำงานลงเหลือวันละ 8 ชั่วโมง อีกทั้งให้ปรับปรุงสวัสดิการทุกอย่าง และให้สตรีมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งด้วย

          อย่างไรก็ตามแม้การเรียกร้องครั้งนี้ จะไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากมีแรงงานหญิงหลายร้อยคนถูกจับกุม แต่ก็ทำให้สตรีทั่วโลกสนับสนุนการกระทำของ "คลาร่า เซทคิน" และเป็นการจุดประกายให้สตรีทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงสิทธิของตัวเองมากขึ้น

          ต่อมาในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1908 (พ.ศ.2451) มีแรงงานหญิงกว่า 15,000 คน ร่วมเดินขบวนทั่วเมืองนิวยอร์ค เรียกร้องให้ยุติการใช้แรงงานเด็ก โดยมีคำขวัญการรณรงค์ว่า "ขนมปังกับดอกกุหลาบ" ซึ่งหมายถึงการได้รับอาหารที่พอเพียงพร้อมๆ กับคุณภาพชีวิตที่ดีนั่นเอง

          จนกระทั่งในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1910 (พ.ศ.2453) ความพยายามของกรรมกรสตรีกลุ่มนี้ก็ประสบผลสำเร็จ เมื่อมีตัวแทนสตรีจาก 17 ประเทศ เข้าร่วมประชุมสมัชชาสตรีสังคมนิยมครั้งที่ 2 ณ เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก โดยในที่ประชุมได้ประกาศรับรองข้อเรียกร้องของบรรดากรรมกรสตรี ในระบบสาม 8 คือ ยอมให้ลดเวลาทำงานเหลือวันละ 8 ชั่วโมง ให้เวลาศึกษาหาความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพของตัวเองอีก 8 ชั่วโมง และอีก 8 ชั่วโมงเป็นเวลาพักผ่อน พร้อมกันนี้ยังได้ปรับค่าแรงของแรงงานหญิงให้เท่าเทียมกับแรงงานชาย และยังมีการคุ้มครองสวัสดิการสตรีและแรงงานเด็กอีกด้วย

          ทั้งนี้ยังได้รับรองข้อเสนอของ "คลาร่า เซทคิน" ด้วยการกำหนดให้วันที่ 8 มีนาคม ของทุกปีเป็น วันสตรีสากล