"Hello everyone! Welcome to Training-teach.blogspot.com Visiting and comment at every time ....... ^^"

2.29.2555

วันนี้วันอะไรน๊า ทำไมรูปกูเกิ้ล เป็นรูปนี้

Gioachino Rossini

From Wikipedia, the free encyclopedia

 "Rossini" redirects here. For other uses, see Rossini (disambiguation).
            Gioachino Antonio Rossini[1] (Italian pronunciation: [dʒoaˈkiːno anˈtɔːnjo rosˈsiːni] (Giovacchino Antonio Rossini in the baptismal certificate)[2] (29 February 1792 – 13 November 1868) was an Italian composer who wrote 39 operas as well as sacred music, chamber music, songs, and some instrumental and piano pieces. His best-known operas include the Italian comedies Il barbiere di Siviglia (The Barber of Seville) and La Cenerentola and the French-language epics Moïse et Pharaon and Guillaume Tell (William Tell). A tendency for inspired, song-like melodies is evident throughout his scores, which led to the nickname "The Italian Mozart." Until his retirement in 1829, Rossini had been the most popular opera composer in history.[3]



 Portrait of Gioachino Rossini in 1820, International Museum and Library of Music, Bologna

Rossini: William Tell Overture: Final

Gioachino Antonio Rossini was born into a family of musicians in Pesaro, a town on the Adriatic coast of Italy which was then part of the Papal States. His father, Giuseppe, was a horn player and inspector of slaughterhouses. His mother, Anna, was a singer and a baker's daughter. Rossini's parents began his musical training early, and by the age of six he was playing the triangle in his father's musical group.
Rossini's father was sympathetic to the French Revolution and welcomed Napoleon Bonaparte's troops when they arrived in northern Italy. When Austria restored the old regime in 1796, Rossini's father was sent to prison and his mother took him to Bologna, making a living as a leading singer at various theatres of the Romagna region. Her husband would ultimately join her in Bologna. During this time, Rossini was frequently left in the care of his aging grandmother, who had difficulty supervising the boy.
He remained at Bologna in the care of a pork butcher while his father played the horn in the orchestras of the theatres at which his wife sang. The boy had three years of instruction in the playing of the harpsichord from Giuseppe Prinetti, originally from Novara, who played the scale with two fingers only; Prinetti also owned a business selling beer and had a propensity to fall asleep while standing. These qualities made him a subject for ridicule in the eyes of the young Rossini.

 

2.09.2555

Proverbs >> Proverbs & SayingS

Proverbs & SayingS




     สวัสดีครับ ทางทีมงาน EOL ขอแจ้งแฟนๆที่ติดตามคอลัมน์ทางหน้าเว็ปไซต์ทราบอีกครั้ง ณ ขณะนี้ทางหน้าเว็ปไซต์ของ EOL มีการปรับปรุงรูปแบบการนำเสนอ และได้เพิ่มคอลัมน์ต่างๆอีกมากมาย หนึ่งในนั้นก็จะเป็นคอลัมน์ Proverbs & Sayings ซึ่งเป็นคอลัมน์น้องใหม่ ซึ่งคอลัมน์นี้เป็นคอลัมน์ที่นำเสนอเกี่ยวกับสุภาษิตคำพังเพยรวมถึงคำคม [Proverbs & Sayings] ในภาษาอังกฤษ และในภาษาไทยที่มีความหมายใกล้เคียงกัน คอลัมน์นี้จะทำการนำเสนอเปรียบเทียบความเหมือนและคล้ายคลึงกันระหว่าง สุภาษิตคำพังเพยภาษาอังกฤษกับสุภาษิตไทย พร้อมทั้งมีการอธิบายความหมายของสุภาษิตคำพังเพยนั้นๆ

   

     ถ้าเราจะพูดถึงคำสุภาษิตคำพังเพย/คำคม นั้นนับว่าเป็นรูปแบบหรือลักษณะของการใช้ภาษาในการสื่อสารที่มีความงดงาม มีเสน่ห์ เป็นสิ่งที่แสดงถึงสุนทรียภาพในด้านการใช้ภาษาอย่างสูงสุด หากจะพูดไปแล้วคำสุภาษิตคำพังเพยนับว่าเป็นการแสดงถึงภูมิปัญญาของการใช้ ภาษาของคนในชาตินั้นๆ เราได้อะไรหลายๆอย่างๆจากสุภาษิตคำพังเพย โดยเฉพาะคติในการดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคม กล่าวคือโดยปกติหากเรามองหรือตีความให้ดีแล้วสุภาษิตคำพังเพยมักจะแฝงไปด้วย แง่คิดแนวคิดในการดำเนินชีวิต นอกจะจะแฝงไปด้วยแนวคิดที่ล้ำค่า แต่ยังแสดงให้เห็นถึงขนบธรรมเนียมประเพณีตลอดจนความเชื่อของคนในชาตินั้นได้ อย่างชัดเจน สำหรับคำนิยามหรือคำจำกัดความในด้านความหมายของ Proverbs นั้นขออ้างอิงไปถึงคอลัมน์ English in Daily Life ของ EVA ที่เคยเขียนมาก่อนหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ ใน Topic: 7 Well Known Proverbs in English !

Definition:

A "proverb" is a short, traditional saying in general use. It usually expresses some obvious truth or familiar experience.

‘Proverb’
ก็คือ สุภาษิตคำพังเพย คำคมหรือคำพูดสั้นๆที่แฝงไปด้วยแง่คิดคติสอนใจ ที่เราสามารถปรับประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต ซึ่งสุภาษิตและคำพังเพยนั้นเป็นการใช้ภาษาเพื่อถ่ายทอดความจริง ข้อเท็จจริงหรือประสบการณ์ต่างๆของมนุษย์ที่ประสบพบเจอมา ตัวอย่างเช่น

"You can't tell a book by its cover."
We need to read a book to know if it's good or bad. We cannot know what it's like just by looking at the front or back cover. This proverb is applied to everything, not only books.

อย่าตัดสินหนังสือโดยดูเพียงแค่หน้าปกของมัน
เรา ต้องอ่านหนังสือให้จบก่อนที่จะตัดสินได้ว่าหนังสือเล่มนั้นดีหรือไม่ดี เราไม่สามารถรู้จักเนื้อแท้คนของได้โดยที่ไม่ทำความรู้จักตัวตนของคนๆนั้น ให้ดีเสียก่อน

    
"Where there's a will there's a way."
If we have the determination (the will) to do something, we can always find the path or method to do it.

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น
ถ้าเรามีความมุ่งมั่นที่จะทำอะไรสักอย่างแล้ว เราย่อมสามารถหาทางในการไปสู่จุดมุ่งหมายนั้นได้อย่างแน่นอน

"Don't cross your bridges before you come to them."
 Don't worry about problems before they arrive.
อย่าข้ามสะพานจนกว่าจะเดินมาถึงปากสะพาน
สุภาษิตนี้อาจฟังดูแปลกหูสักหน่อย แต่ความหมายของมันก็คือ อย่างกังวลกับปัญหาจนกว่ามันจะมาถึง เพราะอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด

    
    

ดังนั้นทางทีมงาน EOL ได้ตระหนักเห็นถึงความสำคัญของสุภาษิตคำพังเพยจึงได้มีการเสนอให้จัดทำ คอลัมน์นี้ขึ้นมา เพื่อใช้ในการเรียนการศึกษาศิลปะในการใช้ภาษาที่สละสลวยและมีชั้นเชิง อนึ่งก็เพื่อต้องการอนุรักษ์สุภาษิตคำพังเพยให้คงอยู่ต่อไป ส่วนรูปแบบของการนำเสนอเนื้อหาสาระจะเป็นอย่างไรนั้นโปรดติดตามกันต่อไป สัปดาห์หน้าครับ

ที่มา: Big John
http://www.engtest.net/?status=detail&&type=03-16&&topic_id=2746

2.03.2555

English Idioms » Foot the Bill

Foot the Bill


Definition:


‘Foot the bill’ means to pay all the costs for something, to pay money owed; to pay for something. This expression uses foot in the sense of "add up and put the total at the foot, or bottom, of an account. 

Regarding its provenience and current usage, according to Michael Quinion on his World Wide Words [1]website:  It comes from the mildly figurative sense of foot that refers to the end or bottom of something, such as the foot of a ladder...our sense refers in particular to the totting up of a column of figures, especially in an account ledger, and adding the result to the bottom of the column.

It often now has the implication of paying for something whose cost is considered large or unreasonable, especially if the person doing so has been forced into paying for the consequences of the actions of somebody else.

สัปดาห์นี้เรามาเรียนรู้สำนวนเกี่ยวกับการจับจ่ายใช้สอยเงินทองกันครับ หลายๆคนคงจะHappy สุขสันต์กันในช่วงเงินเดือนออกปลายเดือนและต้นเดือน เมื่อเงินดือนออก ก็ต้องมีการจับจ่ายใช้สอยเป็นธรรมดาครับ ซึ่งสำนวนที่จะนำเสนอในสัปดาห์นี้ก็คือ Foot the bill[IDM] เป็นสำนวนที่ให้ความหมายว่า ‘จ่ายเงิน, จ่ายเงินค่า.....’ เราจะใช้สำนวนนี้ได้ในกรณีที่ต้องมีการจ่ายเงินให้กับบางสิ่งบางอย่าง และในบางครั้งสำนวนนี้ได้ถูกใช้ในกรณีที่ต้องจ่ายเงินกับบางสิ่งบางอย่างที่ มีราคาสูง ราคาไม่สมเหตุสมผล หรือแพงจนเกินไป ทำให้ต้องจ่ายเงินเพิ่มมากขึ้นเป็นหลายเท่าตัว โดยเฉพาะในกรณีที่เขาหรือเธอถูกบังคับให้ต้องจ่ายเงินให้กับผลการกระทำของ ใครบางคน สถานการณ์ในลักษณะตรงกับสำนวนภาษาอังกฤษว่า Foot the bill เอาหล่ะครับมาดูตัวอย่างกัน

  - Eventually, we ended up having to foot the bill for a new roof because our insurance didn't cover storm damage.
    ท้ายที่สุดแล้ว พวกเราต้องจ่ายค่าซ่อมหลังคาใหม่เพราะว่าประกันภัยไม่ได้ครอบคลุมถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจากพายุ
  - Who's going to foot the bill for all the repairs?
    ใครจะมาจ่ายค่าซ่อมทั้งหมดหล่ะนี่?
  - The bride's father was resigned to footing the bill for the wedding.
    พ่อของเจ้าสาวจะต้องยินยอมที่จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดในงานแต่งงาน
  - Let me foot the bill, Dave.
    มาๆเดฟว์เดี๋ยวเราจ่ายให้เองมื้อนี้
  - I will foot the bill,dude!
    เราจ่ายเองเพื่อน! 

ที่มา:Written & illustrated by Big John 
http://www.engtest.net/ 

Rihanna: We Found Love

แปลเพลง Rihanna: We Found Love
ถึงแม้จะรักเธอมากแค่ไหน แต่ฉันก็ค้องเลือกตัวเองก่อน เพลงเพราะๆ ที่ให้แรงบันดาลใจจากสาว Rihanna 
ชื่นชอบเพลงนี้เป็นการส่วนตัวนะค่ะ ^^
Yellow diamonds in the light
Now we’re standing side by side
As your shadow crosses mine
What it takes to come alive

Yellow diamonds (Metaphor): ช่วงเวลาแห่งความสุข

เพชรสีเหลืองอร่ามท่ามกลางแสงไฟ
(สะท้อนให้เห็นถึงช่วงเวลาแห่งความสุข)
และเราก็ยืนอยู่เคียงข้างกัน
เงาของคุณทอดผ่านเงาของฉัน
ช่างทำให้ฉันรู้สึกมีชีวิตชีวาเหลือเกิน


It’s the way I’m feeling I just can’t
deny
But I’ve gotta let it go

Deny (V): ยับยั้ง ปฏิเสธ

มันเป็นความรู้สึกที่ฉันไม่อาจยับยั้ง
แต่ฉันก็ต้องปล่อยมันไป


We found love in a hopeless place
We found love in a hopeless place
We found love in a hopeless place
We found love in a hopeless place

เราพบรักในสถานที่ที่สิ้นหวัง
(หมายถึง เราไม่ได้ถูกสร้างมาให้เป็นคู่กัน)

Shine a light through an open door
Love a life I will divide
Turn away 'cause I need you more
Feel the heartbeat in my mind

ทางเดินของฉันยังคงสว่างไสว
ถึงแม้จะรักเธอมากแค่ไหนแต่ฉันก็ทิ้งชีวิตของฉันเพื่อเธอไม่ได้
อยากจะหันหลังกลับไปหาเธอเหลือเกิน
แต่มันถึงเวลาที่ฉันต้องทำอะไรเพื่อตัวเองบ้างแล้ว


It’s the way I’m feeling I just can’t deny
But I’ve gotta let it go

มันเป็นความรู้สึกที่ฉันไม่อาจยับยั้ง
แต่ฉันก็ต้องปล่อยมันไป


We found love in a hopeless place
We found love in a hopeless place
We found love in a hopeless place
We found love in a hopeless place

เราพบรักในสถานที่ที่สิ้นหวัง
(หมายถึง เราไม่ได้ถูกสร้างมาให้เป็นคู่กัน)

Yellow diamonds in the light
Now we’re standing side by side
As your shadow crosses mine

เพชรสีเหลืองอร่ามท่ามกลางแสงไฟ
(สะท้อนให้เห็นถึงช่วงเวลาแห่งความสุข)
และเราก็ยืนอยู่เคียงข้างกัน
เงาของคุณทอดผ่านเงาของฉัน


We found love in a hopeless place
We found love in a hopeless place
We found love in a hopeless place
We found love in a hopeless place

เราพบรักในสถานที่ที่สิ้นหวัง
(หมายถึง เราไม่ได้ถูกสร้างมาให้เป็นคู่กัน)
ที่มา:http://www.engtest.net/

1.22.2555

English Idioms

Don’t cry Over Spilt Milk
ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเสียใจกับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว
 
Definition:

Don’t cry Over Spilt Milk [IDM, PRV]: Don’t complain about a loss from the past or do not be upset about making a mistake, since you cannot change that now.

แน่นอนครับ คนหลายคนมักจะเศร้าโศกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นหรือสิ่งผิดพลาดที่ตัวเองได้ ทำไปแล้วในอดีต แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกคนต้องเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้นั้น เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตหรือทำสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตให้กลับมา เหมือนเดิมหรือทำสิ่งนั้นให้ดีขึ้นได้ แต่อดีตนั้นก็เป็นบทเรียนสอนใจเราได้เป็นอย่างดีในเรื่องของการดำเนินชีวิต ควบคู่กับความไม่ประมาท กล่าวคือเราสามารถเรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างกับสิ่งผิดพลาดที่เกิดขึ้นใน อดีต ทำให้เราไม่ประมาทรู้จักระมัดระวังไม่ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นซ้ำรอยอีกครั้ง ดังนั้นในเมื่อเราแก้ไขอดีตไม่ได้ สิ่งที่ดีที่สุดที่เราสามารถทำได้ก็คือทำปัจจุบันให้ดี อดีตปล่อยผ่านพ้นไปมาเน้นปัจจุบันกัน แบบว่าอดีตอย่าไปสนอนาคตอย่าไป care เอาปัจจุบันไว้ก่อนครับ 55+ ซึ่งตรงกันข้ามกับการที่เราต้องมานั่งนอนเศร้าโศกเสียใจอาลัยอาวรณ์กับการ กระทำในอดีต ซึ่งเป็นบ่อเกิดของความทุกขทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดูแล้วไม่มีประโยชน์อะไรกับตัวเราเลยแต่จะคอยเป็นตัวบั่นทอนกัดกินจิตใจเรา ให้หดหู่เศร้าหมองไปยิ่งกว่าเดิม ทำให้เสียทั้งเวลาและสุขภาพจิตไปด้วย แทนที่จะเอาเวลาไปปรับปรุงอดีต อุดรอยรั่วในอดีตด้วยการทำปัจจุบันให้ดีขึ้นแต่ไปเสียเวลากับการที่ต้องนั่ง นอนคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต สำหรับบริบทนี้นั้นในภาษาอังกฤษ จึงได้เปรียบเทียบสิ่งผิดพลาดหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตเหมือนกับ ‘นมที่หกไปแล้ว’ ไม่สามารถทำให้กลับมาดังเดิมได้ เขียนหรือพูดเป็นภาษาอังกฤษว่า ‘Don’t cry over split milk’ หรือ ‘Be no use crying over split milk’ ให้ความหมายว่า ‘ไม่ มีประโยชน์อะไรที่จะเสียใจกับสิ่งที่ผ่านไปแล้วหรือทำไปแล้ว, ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมัวเศร้าเสียใจกับสิ่งที่เสียไปแล้ว, ไม่มีประโยชน์ที่จะร้องไห้ สำหรับนมที่หกไปแล้ว’ สำนวนนี้โดยสรุปแล้ว สอนให้คนเน้นให้ความสำคัญกับปัจจุบัน ไม่ให้คนเราจมปรักอยู่กับอดีต โอเคครับเดี๋ยวเรามาดูตัวอย่างการใช้สำนวน Don’t cry over spilt milk/ Be no use crying over spilt milk จากบทสนาเหล่านี้กันครับ


Situation A: This is the dialogue between Big John and his friend.


    Big John:
My new haircut is suck! It’s way too old-fashioned. I will never ever like it.
      บิ๊กจอห์น: ทรงผมใหม่ของผมห่วยแตกมากๆ เชยจริงๆ ผมไม่เคยชอบมันเลย

        Jessie: I know you don’t like and are not satisfied with your new haircut, but you are not able to change it now. It’s no use crying over spilt milk.
           เจสซี่: ฉันรู้ว่าคุณไม่เคยชอบหรือพอใจกับทรงผมใหม่ของคุณเลย แต่คุณไม่สามารกลับไปแก้ไขอะไรได้ ดังนั้นมันไม่มีประโยชน์อะไรกับคุณที่จะต้องมาเสียเวลากับการคร่ำครวญกับสิ่งเหล่านั้น
Definition:

Don’t cry Over Spilt Milk [IDM, PRV]: Don’t complain about a loss from the past or do not be upset about making a mistake, since you cannot change that now.

  คนหลายคนมักจะเศร้าโศกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นหรือสิ่งผิดพลาดที่ตัวเองได้ ทำไปแล้วในอดีต แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกคนต้องเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้นั้น เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตหรือทำสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตให้กลับมา เหมือนเดิมหรือทำสิ่งนั้นให้ดีขึ้นได้ แต่อดีตนั้นก็เป็นบทเรียนสอนใจเราได้เป็นอย่างดีในเรื่องของการดำเนินชีวิต ควบคู่กับความไม่ประมาท กล่าวคือเราสามารถเรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างกับสิ่งผิดพลาดที่เกิดขึ้นใน อดีต ทำให้เราไม่ประมาทรู้จักระมัดระวังไม่ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นซ้ำรอยอีกครั้ง ดังนั้นในเมื่อเราแก้ไขอดีตไม่ได้ สิ่งที่ดีที่สุดที่เราสามารถทำได้ก็คือทำปัจจุบันให้ดี อดีตปล่อยผ่านพ้นไปมาเน้นปัจจุบันกัน แบบว่าอดีตอย่าไปสนอนาคตอย่าไป care เอาปัจจุบันไว้ก่อน 55+ ซึ่งตรงกันข้ามกับการที่เราต้องมานั่งนอนเศร้าโศกเสียใจอาลัยอาวรณ์กับการ กระทำในอดีต ซึ่งเป็นบ่อเกิดของความทุกขทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดูแล้วไม่มีประโยชน์อะไรกับตัวเราเลยแต่จะคอยเป็นตัวบั่นทอนกัดกินจิตใจเรา ให้หดหู่เศร้าหมองไปยิ่งกว่าเดิม ทำให้เสียทั้งเวลาและสุขภาพจิตไปด้วย แทนที่จะเอาเวลาไปปรับปรุงอดีต อุดรอยรั่วในอดีตด้วยการทำปัจจุบันให้ดีขึ้นแต่ไปเสียเวลากับการที่ต้องนั่ง นอนคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต สำหรับบริบทนี้นั้นในภาษาอังกฤษ จึงได้เปรียบเทียบสิ่งผิดพลาดหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตเหมือนกับ ‘นมที่หกไปแล้ว’ ไม่สามารถทำให้กลับมาดังเดิมได้ เขียนหรือพูดเป็นภาษาอังกฤษว่า ‘Don’t cry over split milk’ หรือ ‘Be no use crying over split milk’ ให้ความหมายว่า ‘ไม่ มีประโยชน์อะไรที่จะเสียใจกับสิ่งที่ผ่านไปแล้วหรือทำไปแล้ว, ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมัวเศร้าเสียใจกับสิ่งที่เสียไปแล้ว, ไม่มีประโยชน์ที่จะร้องไห้ สำหรับนมที่หกไปแล้ว’ สำนวนนี้โดยสรุปแล้ว สอนให้คนเน้นให้ความสำคัญกับปัจจุบัน ไม่ให้คนเราจมปรักอยู่กับอดีต โอเคครับเดี๋ยวเรามาดูตัวอย่างการใช้สำนวน Don’t cry over spilt milk/ Be no use crying over spilt milk จากบทสนาเหล่านี้กัน


Situation A: This is the dialogue between Big John and his friend.


    Big John:
My new haircut is suck! It’s way too old-fashioned. I will never ever like it.
      บิ๊กจอห์น: ทรงผมใหม่ของผมห่วยแตกมากๆ เชยจริงๆ ผมไม่เคยชอบมันเลย

        Jessie: I know you don’t like and are not satisfied with your new haircut, but you are not able to change it now. It’s no use crying over spilt milk.
           เจสซี่: ฉันรู้ว่าคุณไม่เคยชอบหรือพอใจกับทรงผมใหม่ของคุณเลย แต่คุณไม่สามารกลับไปแก้ไขอะไรได้ ดังนั้นมันไม่มีประโยชน์อะไรกับคุณที่จะต้องมาเสียเวลากับการคร่ำครวญกับสิ่งเหล่านั้น
 
ที่มา: Written & illustrated by Big John
http://www.engtest.net/